เมื่อหญิงชาวบ้าน ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำ

 

เสงี่ยม แสวงลาภ หญิงแกร่งที่ปั้นบ้านนาต้นจั่นให้คนอยากไปเที่ยว

บ้านนาต้นจั่น ตำบลบ้านตึก อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย หากไม่มีหญิงแกร่งที่มีชื่อว่าเสงี่ยม แสวงลาภ คนนี้ ชุมชนแห่งนี้ก็จะไม่กลายมาเป็นชุมชนท่องเที่ยวที่โด่งดังแห่งหนึ่งของภาคเหนือได้ในวันนี้

 

 

ปฐมบทของหญิงชาวบ้าน

เสงี่ยม แสวงลาภ หรือแม่เหงี่ยมเป็นคนบ้นนาต้นจั่นโดยกำเนิด ได้แต่งงานกับนายเตี่ยมมีลูก 2 คน แม่หเงี่ยมเล่าย้อนถึงประวัติของบ้านนาต้นจั่นให้ฟังว่าเมื่อ 200 ปีแล้วนั้น บรรพบุรุษได้อพยพหนีโรคร้ายมาจากโยนกเชียงแสนแตกสานซ่านเซ็นกันไปคนละทิสละทาง  แต่มี 3-4 ครัวเรือนได้อพยพมาถึงที่นี่ได้เห็นต้นจั่นเต็มไปหมด ซึ่งเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง ที่ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่างวัวควายก็ชอบกิน ก็เลยชักชวนกันว่าเรามาอยู่ที่นีกันเถอะ เพราะพื้นที่ก็มีความอุดมสมบูรณ์ ก็เลยตั้งชื่อหมู่บ้านนี้ว่าบ้านาต้นจั่น

หลังจากนั้นก็มีคนอพยพมาจากลับแลมาเพิ่มอีก 4-5 ครัวเรือน  ก็ปลูกถั่ว ข้าว พริก มะเขือ กินเผือก กินกลอย กันไปตามประสา หลังจากนั้นก็แตกลูกแตกหลาน จนปัจจุบันมี 370 ครัวเรือน

 

แม่เหงี่ยมเล่าว่าเมื่อก่อนชุมชนบ้านาต้นจั่น ไม่มีการรวมกลุ่ม ต่างอยู่ต่างทำ เป็นชุมชนที่ไม่มีอะไรเด่นเลย แต่เธอคนนี้ได้จุดประกายทำให้ชุมชนแห่งนี้กลายเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงขึ้นมาได้ เธอทำได้อย่างไร!

“คือเมือปี 2534 แม่เสงี่ยมเป็นคนคิด คนชวน เป็นคนเริ่ม ให้คนในชุมชนมารวมกลุ่มกัน ซึ่งเมื่อก่อนคนในชุมชนจะอยู่ใครอยู่มัน ทำมาหากินกัน ตามประสา ตอนนั้นแม่อายุ 30 ต้นๆ ก็ได้ตั้งกลุ่ม เป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร จุดประสงค์เพื่ออยากให้ชุมชนรักกัน อยู่กันด้วยความสามัคคี เพื่อให้มีกิจกรรมที่ก่อเกิดรายได้ ในชุมชน เราได้สร้างความเข็มแข็งตรงนี้มาได้ 7 ปี โดยไม่พึงราชการเลย ซึ่งมี 21 คนที่ได้มาร่วมกลุ่มกันกับแม่

ปี 2541 หน่วยงานราชการโดยกรมการพัฒนาชุมชน ได้มาต่อยอด สนับสนุนงบประมาณมามาให้ 25,000 บาท  เราก็มาคุยกันว่าจะทำอะกันดี เมื่อรัฐเข้าช่วยเหลือ ก็เลยชวนกันมาตั้งกลุ่มทอผ้า ซึ่งแต่ก่อนเราก็ทอผ้าอยู่แล้ว แต่ไม่มีการจัดการ ขายใครขายมัน ทีนี่ก็เลยชวนกันทอผ้า ตั้งเป็นกลุ่มทอผ้า บริหารงานกันอย่างเป็นระบบ ตั้งเป็นสหกรณ์โดยมีกรมพัฒนาชุมชนเป็นพี่เลี้ยง

ปี 2542 ทางหน่วยงานอุตสาหกรรม เข้ามาทำโครงการหมู่บ้านอุตสาหกรรมชนบท เพื่อการท่องเที่ยวกระจายรายได้สู่ชุมชน มีเงินสนับสนุน 2,800,000 บาท แต่คนทีจะได้เข้าโครงการต้องเป็นคนที่มีศักยภาพ มีความเข้มแข็ง สามารถต่อยอดได้ทุกเรื่อง ทุกหน่วยงาน ด้วยเหตุนี้ทางกรมพัฒน์ กับกลุ่มอุตฯได้มาคัดเลือกกลุ่มแม่บ้านทอผ้าไปแข่งขันระดับประเทศ เขาเอา จังหวัดละกลุ่ม มี 76 กลุ่ม เขาคัดเอาแค่ 19 กลุ่ม เราติดหนึ่งใน 19 จึงได้เข้าร่วมโครงการ ในปี 2542 จึงได้ไปประชุม อบรม การบริหารจัดการ กาจัดการผลิตภัณฑ์ การเงิน การบัญชี การตลาด การท่องเที่ยว เป็นเวลา 5 ปี ระหว่างปี 2542-2546

ปี 2546 ได้งบมา 1,800,000 บาท มาสร้างอาคารเพื่อวางสินค้าชุมชน

ปี 2547 ทางการได้เข้ามาประเมินกลุ่มทั้ง 19 กลุ่มจังหวัด คัดเอา 5 กลุ่ม กลุ่มชุมชนบ้านนาต้นจั่นของแม่ก็ติด 1 ใน 5 ทำให้แม่ได้โอกาสไปศึกษาดูงานที่ประเทเศญี่ปุ่น ไปดูงานเกี่ยวกับต้นแบบโอทอป ต้นแบบโฮมสเตย์ แพคเกจจิ้ง การท่องเที่ยว หลังจากกลับมาก็ชวนกันมาทำเรื่องการท่องเที่ยว

เราทำเรื่องท่องเที่ยวมา ตั้งแต่ปี 2541 หระว่างปี 41-51 เป็น 5 ปี ที่ล้มลุกคลุกคลาน เหนื่อย และท้อมาก ร้องห่มร้องให้ เหมือนเป็นผีบ้าเลย แรกเริ่มที่ทำโฮมสเตย์นั้น มีบ้านแม่หลังเดียว ชวนใครก็ไม่มีใครเอา ก็เลยต้องทำคนเดียว ทำเป็นตัวอย่างให้เขาดู ใช้เวลา 5ปี

เป็น 5 ปี ที่เหนื่อยมาก มีลูกค้าบ้าง ไม่มีบ้าง แต่ต้องทำก็เพราะว่าเมื่อมามองดูตัวเอง ก็เห็นว่าเห้ยเราก็มีของดี มีภูมิปัญญา มีวิถีชีวิต  คนที่เขาไม่มาทำกับเราก็เพราะว่า เขามองตัวเองไม่ออก ในเมื่อเขายังมองไม่เห็นตัวตน เห็นของดีที่ชุมชนมี มา …เราจะมาทำให้ดู ถ้ามันดีแล้วเธอค่อยมาทำกับฉัน 5 ปี ที่เปิดบ้านรับนักท่องเที่ยว ก็มีอาจารย์  นักศึกษา เข้าศึกษาดูงาน แม่ก็รับบทบาทเป็นวิทยากรบรรยาย สอนเขาทุกอย่างในเรื่องวิถีชีวิตชุมชนของเรา

ปี 2551 เริ่มมีชาวบ้าน ชาวเมืองเห็น ว่าแม่เสงี่ยมทำโฮมสเตย์แล้วมีรายได้ หลังจากนั้นคนนั้นก็เข้ามาร่วม คนนี้ก็เข้ามาทำเป็นโฮมสเตย์ จากก่อนๆ  มีเราคนเดียว ก็เริ่มมาเป็น 11 หลัง หลังจากนั้นก็เลยไปขอมาตรฐานโฮมสเตย์ จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาประเมิน  ก็ได้ผ่านการประเมินในปีนั้นเลย

หลังจากนั้นก็มีนักท่องเที่ยวหลั่งไหลกันมา ทั้งคนไทย ฝรั่ง ลูกค้าได้ก็ได้จากอานิสงส์ที่กรมพัฒน์ฯ พาไปออกงานต่างๆ  เราอาศัยตรงนี้ไปประกาศ ขายของ ขายผ้า ขายหมู่บ้านเราด้วย

ต่อมากรมการเท่องเที่ยวได้มาช่วยโปรโมท กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็เข้ามาสอน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้องเป็นอย่างไร การับลูกค้า ภาษาเบื้องต้น หลังจากนั้น ก็เอาเราไปขายทั่วประเทศไปจัดโรดโชว์ ได้ไปมาหมดทุกภาค ต่างประเทศก็ได้มีโอกาสไป ตั้งแต่ปี 51 มาถึงทุกวันที่เราได้รับโอกาสจากกระทรวงฯ และอีกหลายหน่วยงานที่เข้ามาต่อยอด

ตอนนี้บ้านนาต้นจั่นมีโฮมเสตย์ 22 หลัง สามารถรับนักท่องเที่ยวได้ 100 กว่าคน /คืน”

ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น สุภาษิตนี้ก็ยังใช้ได้เสมอมา โดยเฉพาะกับแม่เหงี่ยมนั้นต้องบอกว่าเป็นเรื่องจริงทีแท้ทรู

บทสรุปแห่งความสำเร็จของหญิงแกร่ง

ณ วันนี้ เราต่อสู้ทำมา 14 ปี  เป็น 14 ปีที่บุกบั่น จากที่ชวนใครก็ไม่มีใครทำด้วย คือคนอื่นมองว่าชุมชนเราไม่มีอะไร  ทะเลก็ไม่มี น้ำตกก็ไม่มี ใครจะมาเที่ยว  แต่แม่เหงี่ยมมองเห็นว่าเรามีวิถีชีวิต มีวัฒนธรรมประเพณี เราขายภูมิปัญญาของเราได้ มา ณ วันนี้ ก็ประสบความสำเร็จทำให้ชาวบ้าน มีรายได้จากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะจากการทอผ้า ชาวบ้านมีงานทำตลอด ทอผ้าแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ เพราะเราทำในรูปแบบสหกรณ์ มีอะไรก็ได้ขาย คนทำโฮมสเตย์ก็ได้เงินจากแขก คนที่ไม่มีก็มาเป็นแม่บ้าน แม่ครัว เป็นการสร้างงานให้กับชุมชนกระจายรายได้ไปทั่ว เด็กๆ ก็มาเป็นนางรำ เล่นตนตรี  ผู้ชายเป็นไกค์พาลูกค้าขึ้นดอย มีรายได้กันทุกวัน เราประสบความสำเร็จมาก ทำให้ลูกหลานกลับบ้าน ลูกหลานได้กลับมาอยู่ถิ่นเกิด กลับมาพัฒนาหมู่บ้านของพวกเรา คนที่ไปอยู่ต่างถิ่นก็กลับมากันเยอะ

ความสำเร็จแม่คิดว่าเกิดจากแรงบันดาลใจ เราเกิดที่นี่ โตที่นี่ รักที่นี่ เลยอยากพัฒนาที่นี่ อีกอย่างแม่นึกถึงในหลวง ร.9 ท่านสู้ยิ่งกว่าเรา ร้อยเท่าทวีคูณ เราก็มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ประสบความสำเร็จ

ที่แม่เหงี่ยมผ่านอุปสรรคต่างๆ นานามาได้ คือแม่อยากตอบแทนบุญคุณบ้านเกิด แม่เป็นลูกกำพร้า พ่อแม่แยกทางกันตั้งแต่ 8 ขวบ แม่ยากจน ก็เอาไปฝากพี่น้อง คนโน่น คนนี้เลี้ยง ทำให้แม่ทีความอดทน เป็นนักสู้ เพราะยากจนตั้งแต่เด็ก เลยทำให้สู้ เพื่อจะได้ตอบแทนชุมชน ปู่ ย่า ตายาย คนที่รักเรา คนเลี้ยงเรามา

สุดท้ายเหงี่ยมได้ฝากข้อคิดไว้ว่า

“ถ้าคิดได้อย่างแม่เหงี่ยม ต้องสู้อย่างเม่เหงี่ยม ทุ่มเทเสียสละทั้งแรงกายใจ มีใจที่หนักแน่นใครจะว่าอย่างไร ไม่ต้องไปท้อถอย เพราะว่าเราทำในสิ่งที่ถูกแล้ว เราเดินทางถูก เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่เราก้ต้องสู้นะ ไม่ใช่มันจะทำได้ง่ายๆ อย่างแม่เหงี่ยมต้องใช้เวลาต่อสู้กว่า 17 ปี ถึงจะประสบความสำเร็จ”

 

ต้องสู้ ต้องสู้ ถึงจะชนะ นีคือผลสรุปแห่งความสำเร็จจากหญิงแกร่งแห่งชุมชน บ้านนาต้นจั่นที่ชื่อว่า….เสงี่ยม แสวงลาภ

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *