มนต์เสน่ห์ ไทยเท่ของเมืองรอง …..ตามรอยประวัติศาสตร์เมืองพิจิตร..นครสวรรค์.อุทัยธานี

 

R-U-GO: ได้มีโอกาสได้ไปร่วมออกทริปตามรอยประวัติศาสตร์เมืองพิจิตร,นครสวรรค์,อุทัยธานี เป็นทริปที่ใช้เวลากำลังดี 3 วัน 2 คืน ตลอดทริปมีเรื่องราวที่น่าประทับใจมากมาย ซึ่งมันคือมนต์เสน่ห์ ไทยเท่ของเมืองรองที่ R-U-GO: อยากนำมาบอกต่อ

วัดหนองโพ  มนต์เสน่ห์แห่งชุมชน

วัดหนองโพ อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ เป็นวันที่มีชื่อเสียงในเรื่องเจกิอาจารย์ ว่ากันว่าพระเครื่องหลวงพ่อเดิมรุ่นแรกๆ นั้นในท้องตลาดมีมูลค่าไล่แตะระดับล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ R-U-GO: กลับรู้สักประทับในเรื่องการจัดการรูปแบบการท่องเที่ยวโดยของชุมชนของที่นี่ เพราะการมาที่นี่ไม่ได้มาแค่วัดแต่ได้มาสัมผัสความเป็นท้องถิ่นที่ชุมชนลุกขึ้นมาปัดฝุ่นอวดโฉมผู้มาเยือน

ด้วยการแต่งชุดไทย นำขนมไทยพื้นบ้านอย่างเช่นขนมหีควายมาให้อาคันตุกะได้ลิ้มลอง

 อีกหนึ่งเรื่องของที่นี่ ที่ R-U-GO: ประทับใจนั้นคือพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิม จะไม่ให้ประทับใจได้อย่างไร ก็เพราะว่าชุมชนได้ร่วมแรง และจัดการกันเอง  ด้วยเหตุผลสั้นๆ “ศรัทธา” ต่อหลวงพ่อเดิมหลังจากที่ท่านได้มรณภาพไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านยังคงอยู่ จึงได้ริเริ่มแนวคิดสร้างพิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมาเพื่อต้องการให้เป็นสถานที่สำหรับเผยแพร่คุณงามความดีของหลวงพ่อเดิม อีกทั้งยังมีการรวบรวมศิลปวัฒนธรรมของวัดหนองโพไว้อีกด้วย

ภายในพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเดิมแบ่งการจัดแสดงนิทรรศการทั้งหมด 4 ห้องด้วยกัน ประกอบด้วย ห้องที่ 1 มาตุภูมิบ้านหนองโพ จัดแสดงโบราณวัตถุที่พบในบริเวณบ้านหนองโพ และการตั้งถิ่นฐานของชาวหนองโพ ห้องที่ 2 ห้องพุทฺธสโร หลวงพ่อเดิม จัดแสดงชีวประวัติ วัตรปฏิบัติ บารมีหลวงพ่อเดิมในด้านต่าง ๆ 3 ห้องเพิ่มพูนศรัทธา นำเสนอความศรัทธาของชาวบ้านหนองโพและศิษยานุศิษย์ วัตถุมงคลที่ได้รับการถวายจากศิษยานุศิษย์4 ห้องกถาคัมภีร์ แสดงให้เห็นคัมภีร์ในวัดหนองโพจำนวนหนึ่ง ที่ได้รับการจารึกไว้ในสมุดไทยดำ สมุดฝรั่งทั้งที่เป็นคัมภีร์วรรณคดี ตำราเรียน การปกครอง พระพุทธศาสนา กฎหมายฉบับราษฎร์ เป็นต้น

บึงบอระเพ็ด เสน่ห์ของการชมนก ชมไม้

บึงบอระเพ็ด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เป็นบึงทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นถิ่นอาศัยของนกนานาชนิดที่พากันโบยบินอวดลีลาผาดโผนทั่วพื้นที่ 132,737 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครสวรรค์ อำเภอท่าตะโก และอำเภอชุมแสง จากการสำรวจพบว่ามีสัตว์อาศัยอยู่ประมาณ 148 ชนิด พืช 44 ชนิด และเคยมีการพบสัตว์หายาก เช่น นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร ปลาเสือตอ ทั้งนี้ พื้นที่บางส่วนได้รับการประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าและอยู่ในความดูแลของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า

บึงบอระเพ็ดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะมีความงามแตกต่างกัน

วัดพระปรางค์เหลือง มนต์เสน่ห์ในเรื่องเล่า

วัดพระปรางค์เหลือง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่มีอายุเก่าแก่กว่า 230 ปีแห่งนี้ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ประมาณปี พ.ศ. 2305 และยังเป็นวัดที่ตั้งอยู่ใกล้กับโบราณสถานเมืองบน อันเป็นหัวเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ที่ปรากฏร่องรอยคูเมืองโบราณอยู่ด้านทิศเหนือของวัด จึงอาจบ่งบอกได้ว่าวัดพระปรางค์เหลืองน่าจะเป็นชุมชน และแหล่งอารยธรรมโบราณมาก่อน และในอดีตที่ผ่านมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยเสด็จฯ ณ วัดพระปรางค์เหลืองถึงสามครั้งด้วยกัน โดยครั้งที่มีความสำคัญมากที่สุดคือครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2449 ที่ “หลวงพ่อเงิน” ได้ถวายการรดน้ำมนต์แด่พระองค์ท่าน และจากนั้นท่านก็ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น “พระครูพยุหานุสาสก์” ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพยุหะคีรีที่มีชื่อเสียงด้านรดน้ำมนต์ “จินดามณี” โดยภายในวัดมีโบรณสถานสำคัญหลายแห่งที่ควรค่าแก่การเยี่ยมชมไม่ว่าจะเป็น

องค์พระปรางค์เหลืองที่ปรางค์องค์เดิมนั้นมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ปรางค์องค์เดิมนั้นมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าเป็นเจดีย์องค์เก่าอยู่ในพื้นที่โบราณสถานเมืองบนสมัยทวารวดีและมีการบูรณะในสมัยอยุธยา โดยหลวงพ่อเงินได้กราบทูลองค์พระยาดำรงราชานุภาพกล่าวว่า บนกองอิฐนั้นน่าจะเป็นองค์พระปรางค์เล็ก ๆ และทาสีเหลืองไว้ สมควรชื่อพระปรางค์เหลือง ซึ่งปัจจุบันพระปรางค์องค์นี้มีลักษณะเป็นพูนอิฐ และดินสูงเหมือนเนินเขาเตี้ย จึงได้มีการสร้างองค์พระปรางค์เหลืององค์ใหม่ เป็นปรางค์ที่มีทัศนียภาพสวยงามตั้งอยู่ริมน้ำเจ้าพระยา โดยทำเป็นสีขาวทั้งองค์ สูงประมาณ 29 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงสามชั้น ศิลปะสมัยอยุธยาตอนปลาย ตรงกลางขององค์ปรางค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันต์ธาตุ

วัดโพธิ์ประทับช้าง มนต์เสน่ห์แห่งสถาปัตยกรรม

วัดโพธิ์ประทับช้าง อ.เมืองพิจิตร เป็นโบราณสถานขนาดใหญ่ที่ยังใช้สอยจนปัจจุบัน  แม้จะมีอายุกว่า 300 ปีแล้วก็ตาม ความสำคัญของวัดแห่งนี้ไม่ได้มีแต่เพียงด้านประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีความงดงามของสถาปัตยกรรมสมัยพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ลำดับที่ 29 ในสมัยอยุธยา และพระมหากษัตริย์องค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวง ทรงครองราชย์ในช่วง พ.ศ.2246-2251

ความโดดเด่นของวัดโพธิ์ประทับช้าง เป็นพุทธสถานในสมเด็จพระเจ้าเสือที่หันหน้าลงสู่แม่น้ำน่านที่อยู่ทางทิศตะวันตก เพราะเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ เป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ มีพระอุโบสถเป็นประธานอยู่กึ่งกลางเขตพุทธาวาส ภายในพระอุโบสถมีฐานชุกชีประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นสด เรียกกันว่า’ หลวงพ่อโต’ แสดงปางมารวิชัย นอกกำแพงแก้วด้านทิศใต้ มีเจดีย์รายอีก 1 องค์สันนิษฐานกันว่าเป็นตำหนักพระเจ้าเสือ

เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสุดยอดของสถาปัตยกรรม

เป็นพระอุโบสถ อาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ตั้งอยู่บนฐานไพที มีมุขเด็จด้านหน้าและด้านหลัง ประตูตกแต่งสวยงามด้วยซุ้มยอดบุษบก ผนังอุโบสถเจาะช่องหน้าต่างเป็นช่องแสงแคบๆ ให้แสงสว่างเข้าด้านใน มีเสารับน้ำหนักโครงสร้าง ซุ้มหน้าต่างประดับลวดลายปูนปั้นรูปพันธุ์พฤกษา นอกอุโบสถมีใบเสมาทั้ง 8 ทิศ รูปแบบสถาปัตยกรรมพระอุโบสถ เป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนปลายที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นับแต่สมัยพระนารายณ์ สมัยนั้นมีนายช่าง สถาปนิก และศิลปินจากฝรั่งเศสเข้ามาสร้างป้อม วัง อาคาร เกิดความนิยมแบบยุโรป ตรงกับพระราชพงศาวดารที่ระบุว่า สร้างในสมัยพระเจ้าเสือ อีกความพิเศษ ที่ฐานปรางค์และเจดีย์ย่อมุมของวัดโพธิ์ประทับช้างมีเจาะช่องเป็นซุ้มโค้งเพื่อบรรจุพระพิมพ์ขนาดใหญ่หรือตามประทีป ลักษณะนี้พบได้ที่วังนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี

 

บึงสีไฟ มนต์เสน่ห์ของบึงน้ำ

บึงสีไฟ อ.เมือง จ.จิตร เป็นบึงน้ำขนาดใหญ่อันดับสามของประเทศที่มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 นอกจากนี้บึงสีไฟยังเป็นซิกเนเจอร์ สัญลักษณ์ของจังหวัดพิจิตร บรรยากาศรอบๆ บึงสีไฟ มีความสงบงามและเป็นธรรมชาติ เหมาะแก่การมาผักผ่อน และมาถ่ายรูปเก็บแสงสุดท้ายยามเย็นที่งดงามราวสรวงสวรรค์ปั้นแต่ง

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่โดดเด่นนั้นก็รูปปั้นพญาชาละวัน รูปปั้นจระเข้ด้านหน้าบึงสีไฟ ที่มีความยาวถึง 38 เมตร กว้าง 6 เมตร สูง 5 เมตร พิเศษตรงที่ภายในเป็นห้องประชุมขนาด 25-30 ที่นั่ง เหมาะกับกลุ่มประชุมสัมมนาที่ต้องการบรรยากาศการประชุมที่แตกต่าง

กำแพงแห่งความภักดี มนต์เสน่ห์ความรักและศรัทธา

มาพิจิตรทั้งทีต้องมาอิ่มเอมใจกับนิทรรศการกลางแจ้งที่สามารถชมความงดงามได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งชาวจังหวัดพิจิตรร่วมกันนำภาพพระบรมสาทิสลักษณ์ของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยฝีมือการวาดของศิลปินรุ่นใหม่กว่า 150 คน จำนวน 84 ภาพมาจัดแสดงไว้บนกำแพงที่ถูกเรียกว่า “กำแพงแห่งความภักดี” ที่บอกเล่าเรื่องราวหลากหลายแง่มุมให้ประชาชนได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจอันมากมายที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรอย่างหาที่สุดมิได้ จัดแสดงเรียงรายบนกำแพงยาวกว่า 150 เมตรตลอดแนวถนนด้านหลังศาลากลางจังหวัดพิจิตรหลังเก่า ภายในเขตเทศบาลเมืองพิจิตร นับเป็นกำแพงแห่งความภาคภูมิใจอีกหนึ่งแห่ง ที่ชาวพิจิตรอยากให้ทุกคนได้มาร่วมชมกัน

พิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ มนต์เสน่ห์แห่งมิตรภาพ

พิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ ตำบลป่ามะคาบ จังหวัดพิจิตร สัญลักษณ์แห่งมิตรภาพไทย -เวียดนาม “สำหรับพิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ เกิดจากความร่วมมือระหว่าง จังหวัดพิจิตร องค์การบริหารส่วนตำบลป่ามะคาบสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี และ พิพิธภัณฑ์โฮจิมินห์ ฮานอย ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้มีการปรับปรุง รวมไปถึงพัฒนาพื้นที่ในแหล่งชุมชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจท่องเที่ยวแบบวิถีชุมชนในเชิงอนุรักษ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ แต่ที่นี่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์ไว้มากมาย รวมถึงบุคคลสำคัญของประเทศเวียดนามอย่าง ประธานโฮจิมินห์ หรือที่ชาวบ้านรู้จักกันดีในชื่อ เฒ่าจิ๋น ในฐานะครูและหมอยาสมุนไพร ซึ่งนักท่องเที่ยวรวมถึงเด็ก ๆ ในพื้นที่จะได้เรียนรู้ และสัมผัสกับพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตและเรื่องราวของประธานโฮจิมินห์ บุคคลตัวอย่างของโลก ขณะที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย เรามุ่งหวังให้ที่นี่เป็นสถานที่จุดประกายให้คนไทยได้รู้จักเมืองพิจิตรมากขึ้น นอกเหนือการเป็นเมืองที่มีวัดวาอารามอยู่มากมาย ตลอดจนให้เป็นที่รู้จักในฐานะศูนย์มิตรภาพไทยและเวียดนามแห่งใหญ่ในประเทศไทย

พิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์ เป็นอาคาร 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 6,400 ตารางเมตร เดิมเป็นสุสานของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ตั้งอยู่บริเวณใจกลางบ้านดง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญและน้ำใจของประชาชนที่นี่ต่อประธานโฮจิมินห์ และชาวเวียดนามที่อพยพเข้ามาอาศัยที่บ้านดงเป็นที่แรก ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 9 โซน ได้แก่ โซนสายสัมพันธ์ไทย – เวียดนาม โซนบ้านดงในอดีต โซนโฮจิมินห์   ผู้ปลดแอกเวียดนาม โซนภูมิศาสตร์บ้านดง จังหวัดพิจิตร โซนชุมชนบ้านดง โซนภารกิจลับที่บ้านดง โซนการเคลื่อนไหวในสยาม โซนบากบั่นปลดแอก โซนวีรบุรุษ  นอกจากนี้ยังมีบ้านจำลองของประธานโฮจิมินห์ โดยตั้งอยู่ด้านนอกอาคาร จัดแสดงเป็นบ้านยกพื้นสูง ภายในตัวบ้านมีรูปปั้นของประธานโฮจิมินห์ และหิ้งบูชา รวมถึงของใช้ส่วนตัวที่ท่านเคยใช้ เช่น ตู้ไม้ ตะเกียงน้ำมันเก่า ๆ เป็นต้น ซึ่งพิพิธภัณฑ์บ้านดงโฮจิมินห์แห่งนี้ เกิดขึ้นจากพลังแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่นของทุกคนในชุมชนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ร่วมแรงร่วมใจกัน

ชุมชนวังกรด มนต์เสน่ห์ย่านเก่าเล่าอดีต

ชุมชนวังกรด อ.เมือง จ. พิจิตร ตั้งอยู่ในจุดตัดทางการคมนาคมทั้งทางบกที่มีรถไฟเข้าถึง และทางน้ำติดกับแม่น้ำน่านที่เป็นเส้นทางคมนาคมหลักในสมัยก่อน แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทางการคมนาคมและระบบซื้อขายแบบสมัยใหม่ ทำให้เศรษฐกิจซบเซาไปตามกาลเวลา แต่ด้วยเสน่ห์ทางสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของบ้านเรือนไม้เก่าแก่ลักษณะเหมือนห้องแถว 2 ชั้นที่ทอดตัวยาวไปตลอดทั้งซอย และวิถีชีวิตที่ยังคงความสงบเรียบง่ายของผู้คน ปัจจุบัน “ชุมชนตลาดเก่าวังกรด” จึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงชุมชนที่โดดเด่นด้วยมนต์เสน่ห์ทางวัฒนธรรมและความเรียบง่าย ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่อยู่ในขณะนี้เพื่อให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกับย่านเก่าแก่แห่งนี้

พื้นที่บริเวณชุมชนวังกรดเดิมมีชื่อว่า “ชุมชนบ้านท่าอีเต่า” ขึ้นกับตำบลในเมืองหรือตำบลท่าหลวงในปัจจุบัน ก่อนจะกลายมาเป็น “ชุมชนวังกลม” ตามชื่อของห้วงน้ำที่หมุนเป็นวงกลมใกล้บริเวณวัดวงกลม เมื่อมีการสร้างสถานีรถไฟวังกลม ในปีพ.ศ.2540 แต่ชื่อสถานีกลับเป็นชื่อเดียวกันกับสถานีรถไฟในภาคอีสาน จึงมีการเปลี่ยนชื่อเป็นสถานีรถไฟวังกรด และเปลี่ยนชื่อชุมชนตามชื่อสถานีรถไฟเป็นชุมชนวังกรดนับแต่นั้นเป็นต้นมา

ภาพของร้านรวงภายในชุมตลาดเก่าวังกรดในวันวานที่มีทั้งร้านอาหาร หอยทอด ขนมจีบรสชาติดั้งเดิม ร้านค้าขายของชำ ร้านยาสมุนไพรต่างๆ ยังคงเปิดบริการคอยท่าผู้มาเยือนเหมือนอย่างเคยเมื่อลัดเลาะเดินชมบรรยากาศและชิมอาหารอร่อยภายในชุมชนตลาดเก่าวังกรดไปเรื่อยๆ จนเดินข้ามผ่านหอนาฬิกา จะเจอตลาดดั้งเดิมอีกแห่งหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดเหนือ” นอกจากความน่ารักและเป็นกันเองของชาวบ้านพ่อค้าแม่ขายที่พร้อมจะส่งยิ้มให้กับผู้มาเยือนด้วยความยินดีจะเป็นเสน่ห์ที่น่าติดใจของที่นี่แล้ว ความงดงามแบบเรียบง่ายของสถาปัตยกรรมโบราณของร้านรวงเก่าแก่ อย่างร้านซ่อมเครื่องไฟฟ้าเล้าไถ่ชัว หรือโรงสีและบ้านเถ้าแก่จั่น บ้านไม้ 2 ชั้น ที่นอกจากจะประกอบกิจการโรงสีแล้ว ยังเป็นสถานที่ขายน้ำมันแห่งแรกของที่นี่อีกด้ว

ชุมชนเมืองเก่าแม่น้ำสะแกกรัง มนต์ขลังวิถีชาวแพ

วิถีชีวิตชาวแพในแม่น้ำสะแกกรัง นับเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการท่องเที่ยวที่ได้รับ ความสนใจจากนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเยือน อุทัยธานี  ชุมชนชาวแพแม่น้ำสะแกกรัง ในเขตจังหวัดอุทัยธานีนับเป็นอีกหนึ่งวิถีชีวิตที่หาได้ยากมากแล้วในโลกยุคปัจจุบัน ถือเป็นจุดเด่นที่ดึงดูดความสนใจ ของนักท่องเที่ยว ในการล่องเรือในแม่น้ำสะแกกรังอยู่ที่เรือนแพที่มีชาวแพอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน โดยในสมัยก่อนจะมีอยู่ ทั้งหมดกว่า 300 หลัง ทุกเรือนแพมีบ้านเลขที่และทะเบียนบ้านรับรองการอยู่อาศัย เป็นการถือกรรมสิทธิ์ที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย ปัจจุบันยังเหลือชาวแพที่อาศัยอยู่ในสายน้ำ แห่งชีวิตสายนี้กว่า 200 หลัง โดยทางการไม่อนุญาต ให้มีการออกทะเบียนบ้านให้แพที่สร้างใหม่อีกแล้ว

ปัจจุบันวิถีชีวิตริมแม่น้ำสะแกกรังยังคงไว้ซึ่งกลิ่นอายของวิถีชีวิตแบบชาวแพที่มากไปด้วยบ้านเรือนแพทอดยาวไปตามแนวโค้งของแม่น้ำ ชาวบ้านแถบนั้น ใช้ความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำในการปลูกเตยและประกอบ อาชีพทำการประมงน้ำจืด โดยการเลี้ยงปลาในกระชัง ซึ่งก็มีทั้งปลาสวาย ปลาแรด ปลาเทโพ โดยเฉพาะปลาแรด ที่เลี้ยงในกระชัง ของที่นี่ถือว่าขึ้นชื่อเรื่องเนื้อนุ่ม หวาน อร่อยกว่าที่อื่นๆว่ากันว่าเนื้อปลาแรดที่นี่รสชาติอร่อยไม่มีกลิ่นโคลนเหมือนกับ ปลาแรดที่อื่น จนกรมประมงต้องยกให้ปลาแรดเป็นปลาน้ำจืดประจำจ.อุทัยธานี นอกจากนี้ชาวเรือนแพก็ยังจับปลาจากในลำน้ำสะแกกรัง หรือแหล่งน้ำอื่นๆ มาทำเป็นปลาแห้ง ปลาเค็ม แล้วนำไปขายในตลาด เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งส่วนหนึ่งของรายได้เหล่านั้นก็ต้องนำไปซื้อลูกบวบมาซ่อมแซมแพเพื่อ ให้ยังคงลอยอยู่ได้

นอกจากวิถีชีวิตชาวแพที่ช่วยทำให้การล่องเรือครั้งนี้น่าประทับใจแล้ว สถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกัน คือ วัดโบสถ์ สถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของชาวอุทัยที่มีอายุกว่า 100 ปี นับเป็นสัญลักษณ์ที่อยู่คู่ริมน้ำสะแกกรังมาช้า นาน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *