22 เม.ย. “Earth Day” ซีพีเอฟ ร่วมขับเคลื่อนกระบวนการผลิต รักษ์โลก ลดโลกร้อน ผลิตอาหารอย่างยั่งยืน      

 R-U-GO.COM: 22 เมษายน ของทุกปี  เป็นวันคุ้มครองโลก  หรือ Earth Day  
ซึ่งประกาศโดยโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United  Nations  Environment Program : UNEP)  
โดยปี ค.ศ.2022  ภายใต้แนวคิด Invest in our planet  ลงทุนให้โลกของเราไปด้วยกัน
เพื่อร่วมแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  
ทุกคนสามารถทำได้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้โลก  คือ  ลงมือทำอย่างจริงจัง      
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ  มุ่งมั่นมีส่วนร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่การผลิต และร่วมปกป้องทะเลโลก  เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดจากปัจจุบันอยู่ที่ 27 %  ของการใช้พลังงานทั้งหมด ยกเลิกการใช้ถ่านหินสำหรับกิจการในประเทศไทย  ภายในปี 2565  พร้อมนำเทคโนโลยีทันสมัยและนวัตกรรมมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลอดกระบวนการผลิต  ขับเคลื่อนความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ   ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ  กล่าวว่า  บริษัทฯ ให้ความสำคัญและมีบทบาทร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดห่วงโซ่การผลิต มุ่งเน้นสร้างสมดุลระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ  ภายใต้กลยุทธ์ความยั่งยืน CPF 2030 Sustainability in Action โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตลง 25 % ในปี  2568  เทียบกับปีฐาน  2558
ปัจจุบัน ซีพีเอฟมีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียน อาทิ พลังงานชีวมวล พลังงานชีวภาพ และพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่  27 % ของการใช้พลังงานทั้งหมด  ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 575,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี  หรือเทียบเท่าการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากต้นไม้ถึง 60  ล้านต้น (300,000 ไร่)  และในปีนี้ มีแผนยกเลิกการใช้ถ่านหินสำหรับกิจการในประเทศไทยทั้งหมด โดยใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลทดแทน ส่งผลให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อีกมากกว่า 70,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี
“การใช้พลังงานและการจัดการของเสีย เป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซีพีเอฟ จึงได้ดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการมูลสัตว์และน้ำเสีย และการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ไบโอดีเซล ก๊าซชีวภาพและแสงอาทิตย์ เพี่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง สอดรับตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) ”  นายประสิทธิ์ กล่าว
โรงงานและฟาร์มของซีพีเอฟ 37 แห่ง มีการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ กำลังการผลิตทั้งหมด 20 เมกะวัตต์ ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ 13,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  ฟาร์มสุกรและคอมเพล็กซ์ไก่ไข่มากกว่า 100 แห่ง ใช้พลังงานจากก๊าซชีวภาพทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งได้ถึง 69 ล้านหน่วย ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 492,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  และในปีนี้ มีเป้าหมายลดการใช้ถ่านหินเป็นศูนย์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการในอีก  3 โรงงาน ที่จะทดแทนด้วยพลังงานชีวมวล ทำให้ลดก๊าซเรือนกระจกได้จากเดิมอีกมากกว่า 70,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
นายประสิทธิ์ กล่าวถึง  ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จของการจัดการก๊าซเรือนกระจก   และส่งผลดีต่อก ารดำเนินธุรกิจ คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัล หุ่นยนต์ (Robotics)  ระบบอัตโนมัติ (Automation) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในกระบวนการผลิตและขนส่ง เพื่อให้มีการใช้วัตถุดิบ  น้ำ พลังงาน อย่างมีประสิทธิภาพตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตอาหารในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค ในราคาที่เข้าถึงได้  สร้างความมั่นคงทางอาหารและสร้างระบบผลิตอาหารที่ยั่งยืน  ขณะเดียวกัน ได้ประกาศนโยบายลดปริมาณขยะอาหารในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯให้เป็นศูนย์  ในปี 2573  
 เช่นเดียวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ (Low – Carbon Products)ของบริษัท เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับรองฉลากลดโลกร้อนจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ประกอบด้วย  อาหารไก่เนื้อ ไก่มีชีวิต เป็ดมีชีวิต สุกรขุน เนื้อไก่สด  เนื้อเป็ดสด และเนื้อหมูสด ซึ่งผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำทั้งหมด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก  1,483,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า  โดยในปีที่ผ่านมา ซีพีเอฟมีสัดส่วนรายได้ที่มาจากผลิตภัณฑ์สีเขียวอยู่ที่ 33 % และคาดว่าในปี 2573 จะมีสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์สีเขียวอยู่ที่ 40% สำหรับกิจการในประเทศไทย
นอกจากนี้  บริษัทฯมีส่วนร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพและแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  โดยได้ประกาศความมุ่งมั่นว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการต่อต้านการตัดไม้ทำลายป่า ด้วยการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า ผ่านนโยบายที่บริษัทได้ประกาศไว้ รวมถึงกำหนดเป้าหมายในการจัดซื้อวัตถุดิบทางการเกษตรหลักที่สำคัญ ได้แก่ ข้าวโพด ปลาป่น น้ำมันปาล์ม ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง โดย 100% ของการจัดหาทั่วโลกของซีพีเอฟจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และมาจากพื้นที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า ภายในปี 2573
 ในส่วนของธุรกิจสัตว์น้ำ บริษัทฯ มุ่งมั่นปกป้องทะเลโลก ผ่านการดำเนินโครงการขยะทะเล (Ocean Trash Project)  ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดจากโครงการ “ขยะคืนฝั่ง ทะเลสวยด้วยมือเรา” นำโดยกรมประมงและสมาคมประมงแห่งประเทศไทย  ที่ส่งเสริมและรณรงค์ให้ชาวประมงลดการทิ้งขยะลงสู่ทะเล และเก็บขยะจากกิจกรรมประมงขึ้นฝั่ง  โดยในปี 2564  ได้ร่วมกับโรงงานปลาป่นเจดีพีในจังหวัดตรัง และชาวประมง ต่อยอดโครงการด้วยการนำขยะพลาสติกจากขวด PET ที่เก็บจากทะเล แปรรูปเป็นเส้นใยพลาสติก ผลิตเป็นเสื้อโปโล รีไซเคิล  แจกให้พนักงานซีพีเอฟ และในปีนี้มีแผนจะผลิตเพิ่มอีก   นอกจากนี้  ภายใต้ยุทธศาสตร์ป่าชายเลน ได้ริเริ่มโครงการกับดักขยะทะเล (Trap The Sea Trash Project) นำร่องพื้นที่ ต.บางหญ้าแพรก จ.สมุทรสาคร เพื่อลดปริมาณขยะที่ไหลลงสู่ทะเล และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการจัดการขยะทะเล สร้างมูลค่าเพิ่มของขยะทะเลและปกป้องฟื้นฟูระบบนิเวศ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *